Warning (2): is_dir(): open_basedir restriction in effect. File(/home/wmp/domains/wmp.or.th/public_html/app/webroot/) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/wmp.or.th/:/tmp/) [APP/Lib/FileUpload/FileUpload.php, line 46]
wmp.or.th
     
 
 

รณรงค์ เปิด-ปรับ-เปลี่ยน หยุดความรุนแรงฯ

19 พ.ย. 58 / อ่าน:734
 

     มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล จับมือ สสส. รณรงค์ยุติความรุนแรงฯ ชูแนวคิด “เปิด-ปรับ-เปลี่ยน หยุดความรุนแรง” เผยผลสำรวจเด็กประถม สะท้อนครอบครัวไทยยังนิยมใช้ความรุนแรง เกินครึ่งโต้เถียง ด่าทอ พูดจาหยาบคาย น่าห่วงเด็กเลือกประชดพ่อแม่ เครียด เบื่อ หมดกำลังใจ

     19 พ.ย. 58 เวลา 10.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ประจำปี 2558 ภายใต้แนวคิด “เปิด ปรับ เปลี่ยน:หยุดความรุนแรง” ภายในงานมีการแสดงละครสั้น เพื่อสะท้อนความรุนแรงในมุมต่างๆ

     นายสิทธิศักดิ์ พนไธสงค์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 25 พ.ย.ของทุกปีคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้เดือน พ.ย. เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก มูลนิธิฯ จึงลงพื้นที่เก็บรวบรวมความคิดเห็นสถานการณ์ปัญหาความรุนแรง โดยสำรวจเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ในมุมมองของลูกกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จาก 26 โรงเรียน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สัดส่วนชายต่อหญิงครึ่งต่อครึ่ง และพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่กับพ่อและแม่ โดย 85.1% ยอมรับว่า คนในครอบครัวเคยมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน กิจวัตรประจำวันของคนในครอบครัวที่น่าห่วงคือมี 70.6% ติดมือถือ เล่นไลน์ เฟสบุ๊ค ขณะที่ 63.4% โต้เถียง ด่าทอ พูดจาหยาบคาย 62.8% พ่อแม่ทำงานหนักไม่มีเวลาให้ลูก 57% คนในครอบครัวดื่มเหล้า/เบียร์/เล่นการพนัน อบายมุข เมื่อถามถึงความรู้สึกที่พ่อแม่ทะเลาะกัน พบว่าเด็กๆส่วนใหญ่รู้สึกเสียใจ ร้องไห้ กลัวกังวล เครียด เบื่อเซ็ง หมดกำลังใจ หรือมีแม้กระทั่งพบเห็นบ่อยจนชินไปแล้ว ทั้งนี้สิ่งที่เด็กๆเลือกทำเมื่อเห็นคนในครอบครัวทะเลาะกันคือ 23.4% เลือกที่จะเข้าไปห้าม 14.4% เลือกที่จะอยู่เฉยๆ 10% ขอเก็บปัญหาไว้คนเดียวไม่บอกใคร แต่ที่น่าห่วงคือ 6.7% อยากจะประชดพ่อแม่

     นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเด็กๆพบเห็นคนในครอบครัวดื่มเหล้าเบียร์  มักจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ต่างต้องการให้ครอบครัวกลับมามีความสุข สนิทสนามกัน พูดคุยกันทุกเรื่อง มีเวลาให้ครอบครัว มีกิจกรรมที่ทำร่วมกัน รับประทานอาหาร ดูโทรทัศน์ ช่วยกันทำงานบ้าน คอยให้คำปรึกษาลูกๆ คือทุกคนต้องให้ความสำคัญกับครอบครัว ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ หรืออยากให้มีเวลาอยู่ด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกันอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งวัน ตลอดจนขอให้ใช้เหตุผลมากกว่าการทำโทษ พูดคุยกันให้มากขึ้น ที่สำคัญคือเด็กๆอยากให้พ่อแม่เลิกดื่ม เลิกพนันและอบายมุข

     นายแพทย์บัณฑิต ศรไพศาล ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า จากผลสำรวจสะท้อนว่าครอบครัวมีความขัดแย้งหลายระดับ ตั้งแต่การทะเลาะด่าทอพูดจาหยาบคายทำร้ายร่างกาย ทำลายข้าวของ ซึ่งครอบครัวที่ดื่มเหล้าเบียร์หรือเล่นการพนันมีโอกาสขัดแย้งมากขึ้น มีผลทำให้ทะเลาะเพิ่มขึ้น 14% ด่าทอเพิ่มขึ้น 46% มีผลให้ทำร้ายร่างกายเพิ่มขึ้น 90% และทำลายข้าวของเพิ่มขึ้น 124% อย่างไรก็ตามต้องรณรงค์เชิญชวนให้ทุกครอบครัวเกิดแนวความคิด “เปิด ปรับ เปลี่ยน” เพื่อยุติความรุนแรง เพราะจากสถิติดังกล่าว เด็กจำนวนมากที่เติบโตในครอบครัวที่มีความขัดแย้ง สภาพแบบนี้ทำร้ายจิตใจเด็ก ซึ่งหากมองในมุมหนึ่งจะพบว่าความรุนแรงในครอบครัวเหล่านี้มีสภาพเสมือนโรคติดเชื้อกระโดดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกและไปสู่รุ่นต่อๆไปไม่สิ้นสุด เด็กจะรู้สึกเจ็บปวด จนชาชิน มองเห็นความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา และใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาเมื่อเติบโตขึ้น รวมถึงการดื่มเหล้าเบียร์หรือเล่นการพนันจะเพิ่มโอกาสก่อความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นอีก

     นางน้อย(นามสมมติ)อายุ 4ปี ผู้ที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้อยู่กินกับสามีมากว่า 20 ปี สามีไม่เคยทำร้ายร่างกาย แต่พอเขาเริ่มสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น หึงหวงกล่าวหาว่ามีชู้ โมโหร้ายพูดหยาบคาบ ชอบดุด่าต่อหน้าลูก ถูกทุบตีหลายครั้ง รุนแรงที่สุดคือ พอเมาเหล้าก็เดินเข้ามาทำร้ายร่างกายใช้สายไฟมัดมือและใช้โซ่ลาม ใช้เข็มขัดและไม้แขวนเสื้อตีบริเวณลำตัว ใช้ความรุนแรงและบังคับหลับนอน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อลูกชายคนเล็กโดยตรงเพราะอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงและเข้ามาห้ามทุกครั้ง ลูกชายเริ่มมีพฤติกรรมโกรธเก็บตัวเงียบ ทำลายข้าวของ ติดเกมส์ การเรียนต่ำลง

     “ช่วงนั้นต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ หวาดผวา กลัวไปทุกอย่าง สุขภาพจิตก็แย่ เคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง เมื่อเกิดเรื่องก็เข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนับ10ครั้งและปรึกษากับทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลให้เอาผิดตามกระบวนการทางกฎหมาย เมื่อคดีสิ้นสุดก็ได้แยกทางกันและอดีตสามีก็รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูบุตร อย่างไรก็ตาม ฝากไปถึงผู้หญิงที่ต้องเผชิญปัญหาแบบนี้ให้ไตร่ตรองคิดให้รอบคอบ การทนอยู่ในสภาพแบบนี้เพื่อครอบครัว แต่สุดท้ายแล้วเราจะไม่มีความสุขลูกก็จะไม่มีความสุข ซึ่งมันยังไม่สายที่จะทบทวน ตอนนี้ตั้งใจจะดูแลลูกให้ดีที่สุด และขอให้นำบทเรียนของตนเองเป็นอุทาหรณ์เพื่อใช้เตือนสติ” นางน้อย กล่าว

     นายเอ (นามสมมติ) อดีตผู้ที่เคยใช้ความรุนแรงในครอบครัว กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นหลังจากเลิกเสพยาหันมาดื่มเหล้า เริ่มดื่มหนักพอเมาก็มักจะใช้ความรุนแรงกับภรรยาทั้งโมโหร้าย ทำร้ายร่างกายตบตี นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องงาน มีหนี้สิน เกิดความเครียดสะสม ทำร้ายร่างกายภรรยาจนต้องหอบเสื้อผ้าหนีไปอยู่บ้านแม่ ซึ่งการใช้ความรุนแรงส่งผลต่อลูกโดยตรง ลูกอยู่ในเหตุการณ์เห็นพ่อทำร้ายแม่ บางครั้งพลาดเตะไปโดนลูกขณะเข้ามาห้าม ลูกร้องไห้ตลอด กลายเป็นคนกลัวพ่อ หวาดระแวงกลัวพ่อทำร้ายแม่ และกลัวตัวเองถูกทำร้าย ลูกไม่กล้าเข้าใกล้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทำให้ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้คำพูดรุนแรงกับเพื่อน หยาบคายด่าทอเพื่อน มีปัญหาด้านการเรียน ทะเลาะกับเพื่อนจนถูกเชิญผู้ปกครอง

     “เมื่อเริ่มคิดได้ จึงปรับเปลี่ยนตัวเอง เริ่มลดละเลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยอมรับความผิดพลาด พยายามเปลี่ยนแปลง ช่วยงานบ้านภรรยา ตอนนี้ครอบครัวมีความสุข ตอนเช้าออกไปทำงาน เย็นช่วยงานภรรยา และไปรับลูกที่โรงเรียน กินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า เราสนิทกันมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่ปรับตัว ความรุนแรงที่เราทำให้ลูกเห็น ลูกอาจจะนำพฤติกรรมแบบนี้ไปทำกับคนอื่นและถ้าเรายังวนเวียนอยู่กับขวดเหล้า  เชื่อว่าโตขึ้นลูกก็คงไม่พ้นโตเป็นวัยรุ่นขี้เมาเป็นแน่” นายเอ (นามสมมติ) กล่าว




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin