Warning (2): is_dir(): open_basedir restriction in effect. File(/home/wmp/domains/wmp.or.th/public_html/app/webroot/) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/wmp.or.th/:/tmp/) [APP/Lib/FileUpload/FileUpload.php, line 46]
wmp.or.th
     
 
 

ชายเป็นใหญ่

4 พ.ย. 59 / อ่าน:1836
 

     ผมพยายามทบทวนว่าความคิดแบบชายเป็นใหญ่นั้นมีมาตั้งแต่ยุคสมัยใด เพราะตั้งแต่จำความได้ผมและเชื่อว่าผู้ชายทุกคนก็ถูกปลูกฝังค่านิยมแบบนี้ ผู้ชายต้องเป็นช้างเท้าหน้า ต้องดูแลปกป้องผู้หญิงที่อ่อนแอกว่า ผู้ชายมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว ถ้าจำไม่ผิดจะถูกอธิบายอยู่ในหนังสือเรียนด้วยซ้ำ พอโตขึ้นก็รู้สึกว่าผู้ชายเจ้าชู้ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้กระทั่งในละครหรือภาพยนตร์สมัยก่อน เจ้าขุนมูลนายก็มีภรรยา บ้านเล็กบ้านน้อยเต็มไปหมด รวมไปถึงการดื่มสุราที่แสดงถึงความเป็นลูกผู้ชายและเป็นตัวกระตุ้นให้แสดงอำนาจชายเป็นใหญ่ ดังนั้นผมจึงคาดคะเนว่าความคิดเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในวิถีชีวิตค่านิยมของคนไทยมาหลายร้อยปี เพราะการจะถูกปลูกฝังและหยั่งรากลึกขนาดนี้ต้องใช้เวลานานมากทีเดียว

ความคิดแบบชายเป็นใหญ่ส่งผลอะไรกับสังคมไทย?

     ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณจะเด็จ  เชาวน์วิลัย ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล คุณจะเด็จบอกผมว่านี่เป็นปัญหาโครงสร้างเชิงอำนาจ การถูกปลูกฝังมาว่า ผู้ชายแข็งแรงกว่า ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้ชายเป็นผู้นำชุมชน ผู้นำประเทศ ผู้ชายดื่มสุราเคล้านารี ส่วนผู้หญิงจะต้องอยู่กับบ้าน ทำงานบ้าน ดูแลครอบครัว ทำตัวเป็นภรรยาที่ดี ฯลฯ ทำให้ผู้ชายรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือผู้หญิง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้หญิง เช่น การดื่มสุราที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงต่อผู้หญิง ผู้ชายที่รู้สึกว่าการมีภรรยาหลายคนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผู้หญิงต้องมีหน้าที่ดูแลผู้ชาย แต่หากผู้หญิงมีบ้างก็จะถูกเหยียดหยามจากสังคมทันที ผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศ สังคมก็จะมองว่าเพราะผู้หญิงแต่ตัวล่อแหลม หรือเดินในที่เปลี่ยว ไม่ระมัดระวังตัวเอง ผู้หญิงที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ก็จะถูกมองเป็นภรรยาที่ไม่ดี

     ดังนั้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศเหล่านี้จะแก้ไม่ได้เลย ถ้ายังไม่เปลี่ยนทัศนคติ ความคิดแบบชายเป็นใหญ่

การจัดการกับระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่

     คุณจะเด็จบอกว่า การจะปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยมของคนในสังคมที่ฝังรากลึกมายาวนานนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทำ มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มาขอรับคำปรึกษาจากมูลนิธิฯ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเองได้ การขอคำปรึกษาจากคนใกล้ชิดบางครั้งก็ทำให้เกิดความไม่เข้าใจ บางครอบครัวบอกให้ผู้หญิงอดทน อดกลั้น บ้างก็ตอกย้ำให้รู้สึกผิดมากขึ้น มูลนิธิฯ จึงเป็นศูนย์ช่วยเหลือให้ผู้หญิงได้ระบายทุกข์อย่างเป็นมิตร ร่วมกันหาทางออก และมีทนายอาสาให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เพราะบางกรณีต้องต่อสู้กันทางกฎหมายด้วย นอกจากนี้ยังต้องรณรงค์สร้างความเข้าใจเพื่อลบความคิดทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ให้หมดจากสังคม

ผู้หญิงไม่ใช่เหยื่อ

     มูลนิธิฯ ไม่ได้มองว่าผู้หญิงเป็นเหยื่อ แต่การให้คำปรึกษาจะเป็นการเสริมพลัง เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงเห็นถึงพลังในตัวเอง หาทางออกในตัวเองให้ได้ เพราะบางคนได้รับคำปรึกษาหรือการแก้ไขปัญหาที่ไม่ยุติธรรม ซ้ำเติม กดทับ หรือการที่ไปรับคำปรึกษาจากพื้นที่ที่ไม่เป็นมิตรพอ เพราะยังถูกระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ครอบอยู่ พอมาถึงตรงนี้ผมเลยนึกถึงกรณี ข่มขืน ไกล่เกลี่ย ยอมความ ที่เมื่อเกิดคดีล่วงละเมิดทางเพศ เจ้าหน้าที่ก็มักจะมีคำถามว่าผู้หญิงแต่ตัวโป๊หรือไม่ ผู้หญิงยั่วยวนเองหรือเปล่า หรือขอให้ยอมความ ชดใช้ค่าเสียหายด้วยจำนวนเงิน ซึ่งเหล่านี้คือความคิดแบบชายเป็นใหญ่ทั้งสิ้น และเราคงจะต้องขยายความเรื่องนี้กันต่อไปครั้งหน้า

     คุณจะเด็จบอกอีกว่าการให้คำปรึกษาของมูลนิธิฯ เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งในความจริงแล้วผู้หญิงมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้หญิงโดยตรง แต่เกิดจากระบบโครงสร้างที่เราพยายามแก้กันอยู่ นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มของผู้หญิงที่เคยเผชิญกับปัญหา เพื่อร่วมแลกเปลี่ยน ช่วยกันเสริมพลัง และแม้ว่ามูลนิธิฯ จะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้หญิงทุกคนได้ แต่นี่คือการเปิดพื้นที่ และนำสังคมออกจากหลักคิดแบบชายเป็นใหญ่

ต้องปรับที่ผู้ชายด้วย

     นอกจากการช่วยเหลือผู้หญิง มูลนิธิฯ ยังมีกระบวนการทำงานในชุมชน หลายชุมชนมีปัญหาความรุนแรง จากโครงสร้างแบบชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้ชายรู้สึกมีอำนาจในครอบครัว ในชุมชน ดังนั้นการจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องโน้มน้าวให้ผู้ชายรู้สึกมีส่วนร่วม เป็นแนวร่วมในการทำงานในชุมชน เปลี่ยนแปลงตัวเอง มูลนิธิฯ มีอาสาสมัครที่ลงพื้นที่ในชุมชน เพื่อชักชวน ทำความเข้าใจ หรือใช้วิธิแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ทำโครงการเลิกเหล้าลดความรุนแรง เป็นต้น ซึ่งเราพบว่าหลายชุมชนทำได้ดี แก้ไขปัญหาเหล่านี้ไปได้มาก และด้วยความเปลี่ยนแปลงของสังคม การทำงานของมูลนิธิฯ ไม่ได้หยุดแค่นี้ ยังมีการค้นหาแนวทางใหม่ๆ การให้คำปรึกษากับกลุ่มที่กว้างมากขึ้น ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย หรือเพศทางเลือก

     (มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลให้บริการด้านคำปรึกษาทางโทรศัพท์กับผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศทั้งหญิงและชาย โทรศัพท์ 0 2513 2889 เวลา 9.00-17.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการและนักขัตฤกษ์ และเพิ่มช่องทางติดต่อกรณีฉุกเฉิน 087 326 6820)


     การแก้ไขปัญหาโครงสร้างเชิงอำนาจ ลบทัศนคติ ระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่ที่ฝังอยู่ในสังคมไทยมาเป็นร้อย ๆ ปี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าหากทุกคนเข้าใจ และยอมรับว่าสิ่งที่เราคิดอยู่นั้น คือ การคิดแบบชายเป็นใหญ่ ลบหลักคิดเหล่านั้นออกและสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้น ตัดปัจจัยกระตุ้น เช่น การดื่มสุราออกไป ปัญหาความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศจะลดไปได้มากอย่างแน่นอน และครั้งหน้าเราจะมาพูดกันในประเด็น ข่มขืน ไกล่เกลี่ย ยอมความ อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจและยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ติดตามกันนะครับ

นฤบดี  จันทรส เขียน




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin