Warning (2): is_dir(): open_basedir restriction in effect. File(/home/wmp/domains/wmp.or.th/public_html/app/webroot//files/activity/2559/27-12-59/gallery) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/wmp.or.th/:/tmp/) [APP/Lib/FileUpload/FileUpload.php, line 46]
wmp.or.th
     
 
 

เสวนา เมื่อกระบวนการยุติธรรมมองเห็น 'เหยื่อความรุนแรง' เป็น 'อาชญากร'

28 ธ.ค. 59 / อ่าน:692
 

     วันที่ 27 ธ.ค. 59 เวลา 10.30 น. ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ ในเวทีเสวนา “เมื่อกระบวนการยุติธรรมมองเห็นเหยื่อความรุนแรงเป็นอาชญากร” จัดโดย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลร่วมกับแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา วงเสวนาจี้ทบทวนกลไกกระบวนการยุติธรรมผลักเหยื่อความรุนแรงเป็นอาชญากร แนะสืบต้นตอมูลเหตุความรุนแรงในครอบครัวเพื่อพิจารณาโทษ เผยผู้หญิงส่วนใหญ่หากถูกกระทำรุนแรงยาวนาน จะสะสมความเครียดจนทนไม่ไหว สุดท้ายต้องทำเพื่อเอาตัวรอด ชี้การพยายามรักษาชีวิตคู่ไม่ใช่ทางออก

     นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บรวบรวมสถิติข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2552 พบว่ามีกรณีภรรยาเป็นผู้กระทำกว่า27ข่าว ในจำนวนนี้ภรรยาเป็นคนฆ่าสามี24ข่าว ขณะที่ปี 2553 ลดลงเหลือเพียง 2 ข่าว และปี 2556 กลับเพิ่มสูงขึ้น12 ข่าว ขณะเดียวกัน หากสำรวจฝ่ายสามีที่กระทำต่อภรรยาในปี 2552 มีสูงสุด คือ72ข่าว จำนวนนี้สามีฆ่าภรรยา 42 ข่าว และปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 46 ข่าว ซึ่งปี 2556 ลดลงเหลือ31ข่าว สำหรับปัจจัยที่ภรรยาฆ่าสามีมาจากถูกกระทำด้วยความรุนแรงต่อร่างกายอย่างต่อเนื่อง จับได้ว่าสามีมีหญิงอื่น ส่วนสาเหตุที่สามีฆ่าภรรยานั้น มาจากความหึงหวง ทะเลาะเบาะแว้ง ทำร้ายร่างกาย บังคับหลับนอน เป็นต้น ทั้งนี้จากที่มูลนิธิฯ ได้ช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัว และผู้หญิงที่ฆ่าสามี จะพบว่า ส่วนใหญ่มีความเครียดวิตกกังวล เก็บกด นอนไม่หลับจนต้องพึ่งยา บางรายคิดฆ่าตัวตาย เนื่องจากกลัวว่าสามีจะมาทำร้ายหรือฆ่าตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้อยากฆ่าสามี เพราะสังคมแบบชายเป็นใหญ่ฝึกและปลูกฝังให้ปฏิบัติดูแลสามี ดูแลคนในครอบครัว แต่สาเหตุที่ฆ่าเพราะมาจากเงื่อนไขการป้องกันตัวเองและทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้สามีมาทำร้ายลูก ทำร้ายครอบครัว ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจมิติความรุนแรงในครอบครัว ต้องมองให้เห็นความจริงใต้ภูเขาน้ำแข็ง  มองแค่ปรากฏการณ์ปลายยอดไม่ได้  ส่วนการพยายามรักษาชีวิตคู่ หรือมีกลไกไกล่เกลี่ยให้สองฝ่ายคืนดีโดยที่ไม่เต็มใจจะส่งผลเสีย อาจเป็นชนวนที่นำไปสู่ความสูญเสียได้

     รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เกือบทั้งหมดของผู้หญิงที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงต่อเนื่องยาวนาน มักจะเกิดอาการเครียดสะสม และจะมีความรู้สึกว่าทนไม่ไหว พยายามหาทางออก แต่ปัญหาก็ยังวนเวียนอยู่ จนเหมือนหมดหนทาง สุดท้ายนำไปสู่การฆ่าเพื่อเอาตัวรอด สอดคล้องกับในต่างประเทศถ้าผู้ถูกกระทำต่อเนื่องยาวนานภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสามีภรรยา สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือสภาพที่ทำให้ไม่มีทางออก ยิ่งสามีกระทำรุนแรงต่อลูกด้วย หรือต่อคนอื่น เช่น พ่อแม่ ก็ยิ่งทำให้หมดหนทางจนนำมาสู่การฆ่าในที่สุด ดังนั้นความรุนแรงลักษณะนี้มันมีสาเหตุมีเรื่องราวที่สะสมมายาวนานมันไม่ใช่เรื่องของการลุแก่โทสะหรือฆ่าเพื่อหวังประโยชน์  แต่ทำเพราะต้องการเอาชีวิตรอด อีกทั้งยังมีประเด็นเชิงอำนาจผู้ชายใช้อำนาจครอบครองผู้หญิง “กรณีนี้ในต่างประเทศมีการทำวิจัยและเสนอต่อกระบวนการยุติธรรม  จนเกิดการเปลี่ยนแปลงแต่สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ และยังไม่มีการนำเรื่องเหล่านี้เข้าไปปรับระบบกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ตำรวจซึ่งเป็นฝ่ายต้นเรื่องในการทำสำนวน  มักจะไม่รับฟังหรือทำสำนวนต้นเหตุของความรุนแรง แต่จะมุ่งแค่ประเด็นในการฆ่า ซึ่งส่วนใหญ่หากเป็นภรรยาฆ่าสามีจะถูกตั้งข้อหาจงใจเจตนาไตร่ตรองมีโทษประหารสูงสุด น้อยมากที่จะทำสำนวนว่าเป็นการบันดาลโทสะไม่เจตนา อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมต้องสืบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อให้มูลเหตุครบถ้วน แต่ศาลไทยไม่เคยทำเรื่องนี้ จึงอยากให้นำประเด็นความรุนแรงที่ทำให้เกิดการฆ่า เพื่อเข้าไปปรับการพิจารณาโทษในกระบวนการยุติธรรม และหากเป็นไปได้ควรบรรจุไว้ในหลักการเรียนการสอน เริ่มต้นตั้งแต่ในโรงเรียนสอนกฎหมายทุกระดับ โรงเรียนตำรวจ สภาทนายความ ฯลฯ” รศ.ดร.กฤตยากล่าว

     รศ.ดร.นภาภรณ์  หะวานนท์ นักวิชาการอิสระในฐานะคนทำงานกับผู้ต้องขังหญิง กล่าวว่า จากงานวิจัยชัดเจนมากว่าความรุนแรงที่พบมากที่สุด คือความรุนแรงในครอบครัวและเป็นความรุนแรงที่ยาวนานที่สุด เช่น มีพันธสัญญาในการเลี้ยงลูกทนเพื่อลูกเพื่อครอบครัว ต่างจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นข้างนอกทั่วไปและเมื่อไปแจ้งความตำรวจมักจะมองเป็นเรื่องภายในครอบครัวไม่ให้ความสำคัญ ทำให้ความรุนแรงดำเนินไปจนไม่มีการควบคุม เช่น อาการของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายจนชินชาแต่ไม่ได้รับการแก้ไขจนต้องโทษตัวเองตลอดเวลานำมาสู่ความบอบช้ำเกิดขึ้นทั้งตัวเองและลูก

     “มิติกฎหมายกระบวนการยุติธรรมยังเข้าไม่ถึงความละเอียดของประเด็นความรุนแรงในครอบครัว หากจะตัดสินว่าใครเป็นคนฆ่าคงไม่เพียงพอ เพราะเหยื่อจะถูกทำให้เป็นอาชญากรทันที ดังนั้นควรลงลึกถึงประเด็นความรุนแรงในครอบครัวเนื่องจากมีหลายบริบทมีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น เคยถูกกระทำข่มขู่บังคับสะสมให้เกิดความกลัว สุดท้ายต้องตอบโต้เพื่อความอยู่รอด ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้บรรจุความรุนแรงในครอบครัวใส่เข้าไปประกอบการพิจารณา หรือการใช้ดุลยพินิจของศาลควรมีการทบทวนมาตรฐานกำหนดโทษ เนื่องจากต้องคิดถึงสภาวะสิ่งที่ผู้หญิงเผชิญตามความเป็นจริง ซึ่งในต่างประเทศได้พิจารณาคดีลักษณะนี้มาแล้ว และเคยมีการปล่อยตัวภรรยาที่ฆ่าสามีเพื่อพิจารณาคดีใหม่” รศ.ดร.นภาภรณ์ย้ำ

     ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่ซุกซ่อนแอบแฝงอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ขณะนี้ความรุนแรงในครอบครัวของสังคมไทยติดอันดับโลกไปแล้ว แม้เราจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว แต่ในทางปฏิบัติ เรายังไม่สามารถช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทัศนคติของผู้บังคับใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมยังไม่ตระหนักในบทบาทหน้าที่ ทำให้ผู้ถูกกระทำไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรมเท่าที่ควร ดังนั้นการทำหน้าที่เพื่อผดุงความยุติธรรมจึงไม่ใช่แค่ตีความตามตัวบทกฎหมายแต่ต้องปกป้องคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ปกป้องคุ้มครองตนเองไม่ได้ แหละนี่คือความหมายของคำว่าการผดุงความยุติธรรมอย่างแท้จริง




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin