Warning (2): is_dir(): open_basedir restriction in effect. File(/home/wmp/domains/wmp.or.th/public_html/app/webroot/) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/wmp.or.th/:/tmp/) [APP/Lib/FileUpload/FileUpload.php, line 46]
wmp.or.th
     
 
 

เปิดโพลรับวาเลนไทน์ พบปัญหาคู่รักเจ้าชู้-คบซ้อน-นอกใจสูงสุด

14 ก.พ. 60 / อ่าน:438
 

เปิดโพลรับวาเลนไทน์ พบปัญหาคู่รักเจ้าชู้-คบซ้อน-นอกใจสูงสุด ชี้เกือบครึ่งถูกมองเป็นสมบัติสามี 

เปิดโพลรับวาเลนไทน์ พบปัญหาคู่รักเจ้าชู้-คบซ้อน-นอกใจสูงสุด ชี้เกือบครึ่งถูกมองเป็นสมบัติสามีและบังคับมีเพศสัมพันธ์ “มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล”รณรงค์ชูแนวคิดรักไม่ใช่การครอบครอง ด้าน“หัวอกหญิงถูกกระทำ”ถูกทารุณ ทำร้าย กักขัง ข่มขู่ แนะการประคองรัก ไม่ใช่ทางออก

           วันที่10กุมภาพันธ์ 2560 เวลา10.30 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.)และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันวาเลนไทน์ประจำปี2560 ชูแนวคิด“รักไม่ใช่การครอบครอง”ภายในงานมีการแสดงละครเพื่อสะท้อนมุมมองความรักเรื่อง “ฉากสุดท้ายในรักที่ต้องการครอบครอง”

           นายสิทธิศักดิ์ พนไธสงค์ ฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นเนื่องในวันวาเลนไทน์ ต่อ“สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวและคู่รัก”จากกลุ่มผู้หญิง อายุ17-40ปี จำนวน1,608 ตัวอย่าง สำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่27ม.ค.–2ก.พ.60 พบกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า “ไม่จำเป็นที่วันวาเลนไทน์ต้องแสดงความรักเพราะสามารถทำได้ทุกวันอยู่แล้ว” เมื่อถามถึงมุมมองความรัก พบว่า เกินครึ่ง หรือ76.8%มองว่า ผู้หญิงต้องรักเดียวใจเดียว ขณะที่ 47.9% มองว่าผู้ชายควรเป็นผู้นำครอบครัว43.3%ภรรยา/คนรักที่ดีต้องเชื่อฟัง เอาอกเอาใจ 40.3%“รักต้องครอบครอง”ผู้หญิงเปรียบเป็นสมบัติสามี นอกจากนี้20.8% มองว่าผู้ชายมีอะไรกับคนรักแล้วไม่ป้องกัน นั่นแสดงถึงความไว้วางใจ และ18.2%มองว่าการหลับนอนกับสามี/คนรัก ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ

            “ที่น่าห่วงคือคู่รักที่เคยเจอทั้งกับตัวเอง/เพื่อน/คนรู้จัก ยังคงเป็นปัญหาแฟนเจ้าชู้/คบหลายคน/ นอกใจ เคยถูกคู่รักกักขังหน่วงเหนี่ยว ถูกดุด่า/พูดจาหยาบคาย/ส่งเสียงดัง  ถูกทำร้ายร่างกาย เช่น ตบหน้า ทุบตี ข่มขู่คุกคามให้หวาดกลัว ประจาน ที่สำคัญพบกว่า42.2% ล่อลวง/บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ และ41.1%ถูกบังคับให้ทำแท้ง สำหรับปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในคู่รัก คือ การนอกใจ หึงหวง หวาดละแวง การใช้ยาเสพติด การดื่มสุรา การไม่ให้เกียรติกัน และพฤติกรรมติดสื่อโซเชียล”นายสิทธิศักดิ์ กล่าว

           นายสิทธิศักดิ์ กล่าวว่า จากข้อมูลปัญหาความรุนแรงในคู่รักเกิดมาจากทัศนคติการมองความรักเป็นการใช้อำนาจ การแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มองว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของคนรัก ล้วนมาจากทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ คนในสังคมจึงควรปรับเปลี่ยนมุมมองความรัก ปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ความสำคัญกับความรัก ให้เกียรติกัน เข้าใจกัน แบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน เช่น ผู้ชายช่วยงานบ้าน เลี้ยงดูลูกได้ ในส่วนของปัจจัยกระตุ้น จากการใช้สารเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่ามีส่วนสำคัญทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงและลุกลามบานปลาย ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรมุ่งประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ในเทศกาลวาเลนไทน์เพียงอย่างเดียว แต่ควรมีมาตรการรับมือปัญหาจากปัจจัยกระตุ้นอย่างเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ขณะเดียวกันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ควรรณรงค์สร้างความรักในนิยามใหม่ ที่เน้นความเข้าใจ การเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกายผู้หญิง เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติแบบชายเป็นใหญ่ รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการควรปรับหลักสูตรเน้นการเรียนการสอน “มิติบทบาทหญิงชาย” เพื่อสร้างทัศนคติตั้งแต่วัยเด็กให้เข้าใจความรักในแบบที่มีความเคารพสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ

            นางสาวเอ (นามสมมติ)อายุ27ปี ผู้ที่เคยถูกอดีตสามีกระทำความรุนแรง กล่าวว่า อยู่กินกับฝ่ายชายมากว่า7ปี มีลูกด้วยกัน1คน ฝ่ายชายมีพฤติกรรมหึงหวง ไม่ให้เกียรติ มองว่าตัวเองเป็นใหญ่ในบ้าน มักมีปากเสียงกันเป็นประจำ ชอบทำร้ายร่างกาย ทุบตี และกักบริเวณ กระทั่งครั้งนั้นทนไม่ไหวหนีออกจากบ้าน แต่เมื่อฝ่ายชายไปง้อก็ให้โอกาสมาตลอด ด้วยความที่คิดว่าผู้ชายจะดูเราได้และไม่ทำร้ายอีกเมื่อกลับมาใช้ชีวิตครอบครัว สุดท้ายพฤติกรรมยังเป็นเหมือนเดิม ทำร้าย พาไปกักขังข่มขู่เช่นเดิม และทวีความรุนแรงมากขึ้น  ท้ายที่สุดต้องเลิกลากันไป ทุกวันนี้แผลเป็นบนใบหน้าที่ได้กระทำกับตนเป็นเครื่องเตือนใจเตือนสติได้เป็นอย่างดี และประสบการณ์ที่ผ่านมาคือบทเรียนทำให้ตนเองและครอบครัวผ่านเรื่องราวร้ายๆมาได้ เพราะแม้จะพยายามรักษาคำว่าครอบครัว เมื่อไม่สามารถรักษาได้ การแยกทางกันคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตคู่  

         นางสาวบี (นามสมมติ) อายุ33ปี ผู้ที่เคยถูกอดีตสามีกระทำด้วยความรุนแรง กล่าวว่า ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมา 2-3 ปี ฝ่ายชายมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและเมาสุรา ทุกครั้งที่ดื่มจะมีปากเสียง ทุบตี ทำร้ายร่างกายเคยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนับเดือนที่ผ่านมาต้องอดทนเพื่อชีวิตครอบครัว ยิ่งฝ่ายชายตกงาน ตนจึงต้องรับภาระหนักขึ้น ต้องทำงานคนเดียวหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว กระทั่งมาถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

          “เขาหาว่าไปท้องกับชายอื่น จึงใช้มีดแทงที่ท้อง จากนั้นใช้มีดฟันศีรษะและนิ้วมือจนเส้นเอ็นขาด เกือบเอาชีวิตไม่รอด ขณะนั้นหวาดระแวงมาก กลัวว่าเขาจะมาทำร้าย และเมื่อต้องเลิกรากัน ชีวิตก็ดีขึ้นแม้ยังต้องดูแลตัวเอง ไปพบแพทย์เพื่อรักษาเส้นเอ็นที่นิ้วขาดและต้องทำกายภาพบำบัด ทั้งนี้อยากเตือนสติคู่รักทุกคน ว่าการใช้ความรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา และหากรู้ว่าชีวิตคู่ไปด้วยกันไม่รอด ก็ไม่ควรประคับประคอง เพราะหากร้ายแรงกว่านี้จะนำมาสู่ความสูญเสียถึงชีวิตได้” นางสาวบี กล่าว




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin