Warning (2): is_dir(): open_basedir restriction in effect. File(/home/wmp/domains/wmp.or.th/public_html/app/webroot/) is not within the allowed path(s): (/var/www/vhosts/wmp.or.th/:/tmp/) [APP/Lib/FileUpload/FileUpload.php, line 46]
wmp.or.th
     
 
 

ชวนศึกษาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา หวังสร้างแนวคิด-จิตอาสาขับเคลื่อนงานเพื่อสังคม

16 ต.ค. 56 / อ่าน:1073
 

เมื่อเร็วๆ นี้ ทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) จัดกิจกรรมนำ นักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ และเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก จำนวน 60 คน เข้าศึกษาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องจดจำไว้ถึง 2 เหตุการณ์สำคัญ คือเหตุการณ์14 ต.ค.2516 กับ 6 ต.ค.2519 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (สี่แยกคอกวัว)


เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ส่งผลให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และสิ่งที่ตามมาของการสร้างประชาธิปไตยยุคนั้น คือ การหยัดยืนของประชาธิปไตย ประชาชนสามารถมีปากมีเสียงและอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนักเรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้ว ยังเปิดให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหัวข้อ "เหตุการณ์เดือนตุลาที่ข้าพเจ้ารู้จัก" โดยมี นางสุนี ไชยรส อดีตแกนนำนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เล่าถึงประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า หัวใจหลักของเหตุการณ์ในครั้งนี้คือความกล้าหาญ พร้อมที่จะเสียสละ คนจำนวน 4-5 แสน มาร่วมชุมนุมกันในยุคเผด็จการ เพื่อลุกขึ้นสู้ทวงความถูกต้องและความเป็นธรรมให้กับประเทศ

"การลุกขึ้นสู้เพราะเรามีรากฐาน มีเจตนารมณ์ มีปัจจัยจากความไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ สมัยนั้นตนยังเป็นนักศึกษา ได้ลงพื้นที่ไปดูความทุกร้อนของชาวบ้าน ได้เห็นกรรมกรสมัยนั้นมีค่าแรงเพียง 10 บาท ทำงาน 12 ชั่วโมง กินน้ำประปา ทุกคนเจอปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง และความขัดแย้งช่วงนั้นก็สะสมเต็มไปหมดเลย ทั้งการเอารัดเอาเปรียบ จึงเป็นผลให้เกิดการชุมนุมขึ้น"


อดีตแกนนำนักศึกษาเหตุการณ์ 14 ตุลา เล่าอีกว่า ทำไมเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงมีจิตวิญญาณของนักเรียน นักศึกษา กรรมกร กล้าที่จะออกมาชุมนุมเต็มไปหมด คำอธิบายเหล่านี้จึงต้องบอกว่า การเรียกร้องเจตนารมณ์ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า เราต้องการเอา 13 คน กลับบ้าน ต้องการแค่เอาทหารออกไป ต้องการมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม เกิดความเสมอภาค ไม่เอารัดเอาเปรียบ

"เหตุการณ์ประวัติศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจและความเกลียดชังที่ถูกสร้าง ไม่น่ากลัวเท่ากับการมีอำนาจหนุนหลังของคนที่ได้รับผลประโยชน์ แต่จิตใจของคนที่บริสุทธิ์แม้จะต่อสู้ แม้จะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยขอให้ภูมิใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเกิดการพัฒนาประเทศชาติได้"

นางสุนี ยังกล่าวถึงสิ่งที่เยาวชนจะได้นำกลับไปเป็นความรู้ในการมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า การที่เยาวชนได้เข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ ได้มาดูของจริง รู้เรื่องราวและพูดคุยกัน จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น เพราะว่าเรายังไม่สามารถเอาเรื่อง 14 ตุลา ไปใส่ไว้ในหลักสูตรของระบบการศึกษาได้ และการมาในครั้งนี้ จะทำให้เยาวชนได้เห็นคุณค่า ว่าประชาธิปไตยมันยากลำบากเพียงไหนกว่าจะได้มา ต้องมีการต่อสู้ มีการเสียชีวิต ถ้ามีการจัดกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้การขับเคลื่อนงานเพื่อสังคมทำได้ง่าย เกิดจิตอาสา เพราะสังคมจะอยู่ได้อย่างเป็นธรรมได้ก็ต่อเมื่อทุกคนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง รู้ในสิ่งที่ตัวเองทำได้ และเรียนรู้สิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา


ด้าน น.ส.นุชนารถ คะระนันท์ หรือ "น้องนุ่น" อายุ 18 ปี ปัจจุบันศึกษาอยู่ ม.6 ที่โรงเรียนราชประชาสมาสัย ฝ่ายมัธยมรัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า จากที่ได้มาร่วมเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่รับรู้คือ การที่จะเกิดการผลักดัน เกิดการสร้าง เกิดแนวคิดอะไรขึ้นมาได้ ต้องเริ่มจากจิตใจของคนที่คิดจะแบ่งปัน จนเกิดเป็นแนวร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทำให้พลังเล็กๆ กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้

"หากเปรียบเทียบแล้วนักเรียน นักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เท่ากับอายุหนูในขณะนี้ และหนูก็กลับมาคิดว่า ได้ทำหรือคิดอะไรได้อย่างนักศึกษาในครั้งนั้นบ้างหรือไม่ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาต้องทำรายงานเป็นกลุ่ม ก็จะเห็นชัดเจนว่ามีบางคนที่ไม่ทำ หรือต้องทำคนเดียว นี่เป็นจุดเล็กๆ ทำให้เห็นว่า การเอารัดเอาเปรียบไม่ใช่เรื่องใหญ่ สามารถทำได้ และสุดท้ายก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เห็นแก่ตัวและกลายเป็นว่าการที่ให้คนอื่นทำแทน หรือเอาเปรียบคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิด กลายเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ ตั้งแต่เด็ก" น้องนุ่น กล่าว

นอกจากนี้เธอยังฝากถึงเยาวชนทุกคนว่า ตอนนี้โซเชียลเน็ตเวิร์คกำลังไปได้ไกล อยากให้ช่วยกันรณรงค์ หากเราโตไปเป็นผู้ใหญ่ อยากเห็นประเทศ อยากให้ประเทศไปในทิศทางไหน ซึ่งสามารถขีดเส้นทางสร้างถนนของประเทศของเราเองได้ และอยากฝากถึงผู้ใหญ่ว่า เมื่อเป็นผู้นำก็ควรนำประชาชนไปสู่เส้นทางที่ดี ไม่ใช่ไปเป็นคนที่ปิดกั้นหรือสร้างทางที่ล่อลวง เพราะจะทำให้ทางที่สว่างอยู่แล้ว กลายเป็นเส้นทางที่มืดและเล็กลง

ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2556 จะมีการจัดกิจกรรมงานรำลึก "40 ปี 14 ตุลา" ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 (แยกคอกวัว) และภาคบ่ายมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ความฝันเดือนตุลาคม สี่สิบปีแห่งการแสวงหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรมในประเทศไทย" ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) และวันที่ 15 ตุลาคม ปาฐกถาธรรมหัวข้อ "เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง 40 ปี หลัง 14 ตุลา" หากท่านใดสนใจสามารถร่วมแลกเปลี่ยนได้ตามวันและเวลาดังกล่าว



ที่มา: บ้านเมือง, มติชน




มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล (มญช.) 50/6 รัชดาภิเษก 42-44 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Women and Men Progressive Movement Foundation 50/6 Ratchadaphisek 42-44 Rd., Chandrakasem , Chatuchak, Bangkok 10900, Thailand. Tel. 0 2513 2889 fax 0 2513 2856 e-mail : info@wmp.or.th
Admin