คุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องปกติ กฎหมายใหม่กับการขยายนิยามที่ครอบคลุม และคุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียม

เมื่อเกิดเหตุคุกคามทางเพศ คำถามของสังคมก็มักไม่ได้มุ่งไปที่ผู้กระทำ แต่กลับย้อนมาที่ผู้ถูกกระทำ เช่น “ทำไมถึงยอมไปกับเขา” “แต่งตัวอะไรออกไป” หรือ “ทำไมไม่ปฏิเสธตั้งแต่แรก” “ทำไมเพิ่งมาแจ้งความ” “ต้องการเงินหรือเปล่า” คำถามเหล่านี้ไม่เพียงไม่ช่วยคลี่คลายความจริง หากแต่สะท้อนมายาคติเดิม ๆ ที่ฝังรากลึก และซ้ำเติมบาดแผลของผู้เสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในความเป็นจริงการยอมไปด้วย หรือแม้กระทั่งการแต่งตัว ไม่ได้หมายความว่า “ยินยอมให้ถูกคุกคาม” ผู้ถูกกระทำจำนวนมากตัดสินใจไปด้วยเหตุผลอื่น เช่น มองว่าผู้กระทำเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่า เป็นครู เจ้านาย ทนายความ หรือเป็นบุคคลที่ไว้ใจ ดังนั้น การตัดสินใจเช่นนี้จึงไม่ใช่ความสมัครใจทางเพศ หากแต่เกิดขึ้นภายใต้ความไม่เท่าเทียมของอำนาจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเข้าใจเรื่อง Consent ที่สังคมไทยยังคลาดเคลื่อน
ด้วยเหตุนี้ ความยินยอมที่แท้จริงจึงต้องไม่เกิดจากการบังคับ การกดดัน หรือการใช้อำนาจเหนือกว่า และต้องเป็นความยินยอมของทุกฝ่ายอย่างเสรีและเท่าเทียม โดยเฉพาะในกรณีของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองน้อย และตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางเพศจำนวนมาก การตั้งคำถามกับผู้ถูกกระทำจึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำให้ปัญหาการคุกคามทางเพศถูกทำให้เงียบหาย และผู้กระทำหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ
ข้อมูลจากการรวบรวมข่าวความรุนแรงทางเพศ พ.ศ. 2566 ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ยิ่งตอกย้ำว่า ปัญหานี้มีปัจจัยเชิงโครงสร้างและพฤติกรรมร่วมอยู่เบื้องหลัง โดยจากการรวบรวมข่าวจากสื่อหลากหลายประเภท พบข่าวความรุนแรงทางเพศจำนวน 194 ข่าว และมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ได้แก่
- การเสพยาเสพติด คิดเป็น 33.9%
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็น 27% ซึ่งรวมถึงกรณีดื่มก่อนก่อเหตุ ขณะก่อเหตุ หรือมีพฤติกรรมดื่มเป็นประจำ และบางกรณีมีการเสพยาเสพติดร่วมด้วย
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงอย่างสุราและยาเสพติด รวมถึงทัศนคติที่มองข้ามสิทธิของผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยจำนวนไม่น้อยยังคงมอง “การคุกคามทางเพศ” เป็นเรื่องเล็ก หรือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ร้ายแรงพอจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งที่ในความเป็นจริง พฤติกรรมตั้งแต่การลวนลาม การใช้ถ้อยคำดูหมิ่นทางเพศ การติดตามรังควาน ไปจนถึงการใช้สายตาและท่าทางส่อไปในทางล่วงละเมิด ล้วนส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความรู้สึกปลอดภัย และการใช้ชีวิตของผู้ถูกกระทำอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้ง
ในประเด็นนี้ คุณจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเรื่องการคุกคามทางเพศ ถือเป็น “หมุดหมายสำคัญของความก้าวหน้า” ของสังคมไทย เนื่องจากที่ผ่านมา บทบัญญัติกฎหมายยังไม่ครอบคลุมพฤติกรรมการคุกคามในหลายรูปแบบ ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากไม่ได้รับการคุ้มครองหรือความยุติธรรมอย่างแท้จริง
กฎหมายคุกคามทางเพศฉบับใหม่จึงได้ขยายนิยามของคำว่า “การคุกคามทางเพศ” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่จำกัดเฉพาะการสัมผัสร่างกายเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึง
- การใช้คำพูดหรือถ้อยคำที่ส่อไปในทางล่วงละเมิด
- การส่งข้อความ ภาพ หรือสื่อที่ก่อให้เกิดความอับอาย
- การแสดงกิริยา ท่าทาง หรือการติดตามรังควาน
- การใช้เทคโนโลยีหรือระบบสื่อสารเพื่อคุกคาม
การขยายนิยามดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่สร้าง “ความไม่ปลอดภัย” หรือ “ความหวาดกลัวทางเพศ” แก่ผู้ถูกกระทำ ซึ่งก่อนหน้านี้มักไม่ถูกมองว่าเป็นความผิดทางกฎหมาย
นอกจากนิยามที่ชัดเจนขึ้นแล้ว บทลงโทษตามกฎหมายใหม่ก็มีความเข้มข้นมากขึ้นเช่นกัน อาทิ
- การคุกคามทางเพศทั่วไป มีโทษทั้งจำคุกและปรับ
- หากเป็นการกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โทษจะสูงขึ้น
- การคุกคามทางเพศผ่านช่องทางออนไลน์หรือในที่สาธารณะ มีโทษทั้งจำคุกและปรับ
- กรณีผู้กระทำใช้อำนาจหรือสถานะเหนือกว่า เช่น หัวหน้างานต่อลูกจ้าง ครูต่อศิษย์ มีบทลงโทษที่หนักขึ้นอย่างชัดเจน
บทบัญญัติเหล่านี้จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างของกฎหมายเดิม ที่ก่อนหน้านี้การคุกคามทางเพศมักถูกนำไปดำเนินคดีภายใต้ความผิดฐานอื่น เช่น การทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญหรืออับอาย ซึ่งไม่สามารถสะท้อนความร้ายแรงของการละเมิดทางเพศได้อย่างเพียงพอ
ขณะเดียวกัน งานวิจัยและรายงานหลายฉบับก็สะท้อนตรงกันว่า การคุกคามทางเพศเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงาน สถานศึกษา พื้นที่สาธารณะ หรือบนโลกออนไลน์ และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ถูกกระทำและครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายคุกคามทางเพศจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการ “ลงโทษ” ผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเข้าใจตรงกันว่า ความรู้สึกไม่ปลอดภัยและการถูกรังแกทางเพศไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ควรถูกเพิกเฉย และการคุกคามทางเพศเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
นอกจากเรื่องการคุกคามทางเพศแล้ว กฎหมายยังมีการแก้ไขนิยามคำว่า “กระทำชำเรา” ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่ไม่ครอบคลุมอวัยวะเพศที่มาจากการผ่าตัด หรือการใช้อวัยวะอื่นและวัตถุในการล่วงล้ำ โดยนิยามใหม่ระบุว่า
“การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุ ล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น หรือการให้ผู้อื่นกระทำกับผู้กระทำในลักษณะเดียวกัน เพื่อสนองความใคร่ โดยอวัยวะเพศรวมถึงอวัยวะเพศที่มาจากการผ่าตัดด้วย”
การแก้ไขนี้ช่วยให้กฎหมายสอดคล้องกับความเป็นจริงของความหลากหลายทางเพศ และคุ้มครองผู้ถูกกระทำได้อย่างรอบด้านมากขึ้น
กฎหมายคุกคามทางเพศฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่ทุกคนมีความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด คุณจะเด็จยังเน้นย้ำว่า การใช้สิทธิร้องทุกข์และดำเนินคดีในกรณีคุกคามทางเพศ ควรทำควบคู่กับการ
- เก็บรวบรวมหลักฐานให้ชัดเจน เช่น ข้อความ ภาพ หรือคลิปเสียง
- รวมกลุ่มหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เพื่อเฝ้าระวังและเป็นพยาน
- สร้างความเข้าใจใหม่ในสังคมว่า ทุกคนมีสิทธิได้รับการปกป้องตามกฎหมายอย่างเต็มที่
สรุปบทลงโทษการคุกคามทางเพศ
- ทางวาจา/ท่าทาง เช่น การแซว วิจารณ์รูปร่าง จ้องมองเชิงล่วงละเมิด
โทษ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ทางออนไลน์ เช่น ส่งข้อความลามก ส่งภาพโป๊ หรือคอมเมนต์คุกคาม
โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - ทางร่างกาย เช่น การแตะ จับ ลูบคลำ โดยไม่ยินยอม
โทษ: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - การใช้อำนาจข่ม เช่น เจ้านาย ครู หรือผู้บังคับบัญชา
โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - กระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


